บทความล่าสุด

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Wi-Fi กับ WiMAX

http://img.spacethai.net/images/00173lglte.jpg

หลายคนสับสนระหว่าง WiMAX กับ Wi-Fi ทั้งคู่มีตัวย่อตัวอักษรแรกเหมือนกันคือ Wi และใช้มาตรฐาน IEEE บนสถาปัตยกรรม “802.” เหมือนกัน มีความเกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อเครือข่ายและอินเตอร์เน็ตเหมือนกัน อย่างไรก็ตามมาตรฐานทั้งสองมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยและความต้องการในการใช้งาน.

http://img.spacethai.net/images/00173evolu.jpg

WiMAX เป็นคลื่นสัญญาณที่ได้รับสัมปทานในการเชื่อมต่อแบบ point-to-point กับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ISP ไปยังลูกค้า end user โดยใช้มาตรฐาน 802.16 กับการเชื่อมต่อจากอุปกรณืแบบพกพา เช่นโทรศัพท์ไร้สาย
Wi-Fi เป็นคลื่นที่ไม่ได้รับสัมปทานในการเชื่อมต่อเครือข่าย นั้นหมายความว่า มีแค่สัญญาณครอบคลุม กับรหัสผ่านก็สามารถเข้าใช้งานได้แล้ว
WiMAX และ Wi-Fi มีการกำหนดความต้องการในการใช้บริการ Quality of Service (QoS) โดย WiMAX จะใช้กลไกในการเชื่อมต่อระหว่างสถานีฐานกับอุปกรณืของผู้ใช้ โดยในแต่ละการเชื่อมต่อจะมีการกำหนดค่าอัลกอรึทึ่ม ส่วน Wi-Fi ใช้ QoS ในการกำหนดค่าการเชื่อมต่อ Ethernet กำหนดการไหลของแพ็คเก็จข้อมูล เช่นการใช้งานโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ต VoIP ผ่านเว็บเบราเซอร์

คลื่นความถี่ในการให้บริการจะมีมาตรฐาน 2.3GHZ, 2.5GHz และ 3.5MHz แต่สำหรับในประเทศไทย ขั้นแรกทาง กทช ได้อนุมัติและทดสอบการให้บริการภายใต้คลื่นความถี่ 2.3GHz และ 2.4GHz ส่วน 2.5GHz ขึ้นไปยังมีสัญญาณรบกวนอยู่ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาต่อไป สำหรับรัศมีในการให้บริการจะอยู่ที่ 50 กิโลเมตรโดยประมาณ

http://img.spacethai.net/images/00173image.jpg

เอาเป็นว่า ใครที่ใช้ Wi-Fi อยู่ หลายๆ คนคงจะหาเสาเพื่อช่วยเพิ่มรัศมีในการรับสัญญาณ Wireless เพื่อรู้ถึงขีดความสามารถที่มีความสามารถในการส่งสัญญาณแค่ 30 เมตร จะดีแค่ไหนหากว่า WiMAX ตอบสนองในการใช้งานที่ครอบคลุมกว่า และกว้างไกลกว่า (50 กิโลเมตร) ไม่ต้องเดินเข้าร้านกาแฟหรืออยู่ในห้างที่จำกัดบริเวณ ก็สามารถใช้งานได้ทุกที่ที่มีสัญญาณ WiMAX ครอบคลุม

คุณสมบัติมาตรฐาน IEEE 802.16

  • รัศมีการกระจายสัญญาณ – 30 ไมล์ (50 กิโลเมตร) จากสถานีฐาน
  • ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูล – 70 เม็กกะบิตต่อวินาที (ปกติเราใช้ Wi-Fi กันแค่ 1 – 2 เม็กกะบิตต่อวินาทีเท่านั้นเอง)
  • ไม่จำเป็นต้องใช้ Line-of-sight ระหว่างผู้ใช้กับสถานีฐาน
  • ย่านความถี่ 2 ถึง 11 GHz และ 10 ถึง 66 GHz (คลื่นที่ได้รับสัมปทานและไม่ได้รับสัมปทาน)
  • กำหนดค่าได้ทั้ง MAC และ PHY รวมไปถึงสนับสนุน PHY-layer

ข้อมูลจาก i3.in.th

29 ตุลาคม ปี 2009 ครบรอบ 40 ปีของ “อินเทอร์เน็ต”

http://img.spacethai.net/images/mnewsigqg.jpgคณะผู้ให้กำเนิดอินเทอร์เน็ตเตรียมจัดงานฉลองครบรอบ 40 ปี ของอินเทอร์เน็ตในวันพฤหัสบดีนี้

เลียว นาร์ด เคลนร็อค และคณะที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแองเจลิส (UCLA) เผยว่า รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับแอพพลิเคชั่นใหม่ ๆ ที่มีผู้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เฟซบุ้ค ทวีตเตอร์ ยูทูบ หลังจากเขาและทีมงานทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งของยูซีแอลเอสามารถคุยกับ อีกเครื่องที่สถาบันวิจัยแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2512 ถือเป็นจุดกำเนิดของอินเทอร์เน็ต จนถึงวันนี้ถือว่าอินเทอร์เน็ตสู่วัยรุ่นแล้วและยังต้องเติบโตอีกไกล

เคลน ร็อค วัย 75 ปีเผยถึงจุดกำเนิดอินเทอร์เน็ตว่า เขาเชื่อมาโดยตลอดว่าคอมพิวเตอร์ถูกออกแบบมาให้คุยกันเพื่อสร้างเครือข่าย และควรใช้งานง่ายเหมือนโทรศัพท์ หัวใจสำคัญของการทำให้คอมพิวเตอร์แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้คือการจัดแบ่งข้อ มูลดิจิตัลให้เป็นกลุ่มข้อมูลในเรื่องเดียวกันที่ผู้ใช้สามารถเรียกดูได้ ทันที เขาเสนอแนวคิดนี้ในวิทยานิพนธ์ปี 2505 แล้วนำเสนอบริษัทใหญ่หลายแห่งรวมทั้งเอทีแอนด์ทีแต่ไม่มีใครสนใจ เขาและทีมงานทดลองส่งข้อความแรกไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องที่อยู่คนละสถาน ที่ ตั้งใจพิมพ์คำว่า “LOG” แต่ส่งได้เพียงคำว่า “Lo” จากนั้นมีมหาวิทยาลัยอีก 2 แห่งมาร่วมเป็นเครือข่าย ตามด้วยการได้รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานโครงการวิจัยก้าวหน้าสหรัฐ จนกระทั่งมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาตินำซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาร่วมในเครือข่าย ช่วงปลายคริสตทศวรรษหลังปี 1980 เป็นการเปิดชุมชนออนไลน์ไปสู่แวดวงวิทยาศาสตร์

อินเทอร์เน็ตเริ่มเป็น ที่สนใจของสาธารณะเพราะทำให้เกิดการรับส่งข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ (E-mail) และจุดกระแสธุรกิจดอทคอมให้เฟื่องฟูก่อนฟองสบู่แตกในปลายศตวรรษ เคลนร็อค ระบุว่า ด้านมืดของอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นเมื่อมีการปล่อยซอฟต์แวร์เจาะระบบตัวแรกในปี 2531 ตามด้วยการส่งอีเมล์ขยะชิ้นแรกเมื่อปี 2537 เขาและทีมต้องส่งระดมส่งอีเมล์กลับไปจนเครื่องของผู้ส่งอีเมล์ขยะล่ม ผู้ให้กำเนิดอินเทอร์เน็ตคาดว่า อีกไม่นานอินเทอร์เน็ตจะปรากฏอยู่ทุกหนแห่งในการดำเนินชีวิตประจำวัน

อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) จากการเกิดเครือข่าย ARPANET (Advanced Research Projects Agency NETwork) ซึ่งเป็นเครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูงของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์หลักของการสร้างเครือข่ายคือ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อ และมีปฏิสัมพันธ์กันได้ เครือข่าย ARPANET ถือเป็นเครือข่ายเริ่มแรก ซึ่งต่อมาได้ถูกพัฒนาให้เป็นเครือข่าย อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

Android 1.6 code name Donut ออกแล้ว

http://img.spacethai.net/images/logoandroi.gif

http://img.spacethai.net/images/donut.pngAndroid หรือระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ไร้สายเช่นโทรศัพท์มือถือ ซึ่ง Google เป็นผู้ให้กำเนิดและวางแนวทางการพัฒนาให้เป็นแบบโอเพนซอร์สเพื่อให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลังจากไม่กี่เดือนืที่ผ่านมาได้มีการออกเวอร์ชัน ที่มี Code name ว่า Cupcake ตอนนี้ก็มีการพัฒนาต่อ เป็น Android 1.6 code name “Donut”

สำหรับเวอร์ชั่นใหม่นี้เป็นการปรับปรุงตามแผนปรกติ มีฟีเจอร์หลักๆ ที่เพิ่มขึ้นคือ

  • รองรับหน้าจอได้หลายขนาดขึ้น อันนี้ชัดเจนเพราะ Android เองกำลังบุกตลาดเน็ตบุ๊กค่อนข้างแน่
  • ถ่ายวีดีโอได้ในตัว
  • แสดงการใช้พลังงานของซอฟต์แวร์แต่ละตัว อันนี้เจ๋งมาก แจกแจงทีละโปรแกรมว่าใช้พลังงานเป็นสัดส่วนเท่าใหร่ของเครื่อง
  • รองรับ VPN ในตัว เข้าใจว่าทำมาเพื่อเอาใจลูกค้า enterprise
  • ระบบค้นหาใหม่ ทำให้ซอฟต์แวร์อื่นๆ สามารถส่งข้อมูลเข้าไปในผลการค้นหาได้

และเราอาจได้เห็นอุปกรณ์ที่ใช้ Android 1.6 Code name “Donut” ราวๆเดือนตุลาคมนี้

ข่าวนี้ถึงแม้ไม่เกี่ยวกับ WiMAX โดยตรง แต่ก็มีโอกาศเป็นไปได้ว่าเมื่อมีการวางมาตราฐานโทรศัพท์มือถือบนโครงข่าย WiMAX ที่เป็นรูปเป็นร่างมากกว่านี้ อนาคต Android ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับระบบปฏิบัติการโทรศัพทืมือถือบนโครงข่าย WiMAX ก็เป้นได้

VDO ด้านล่างคือ VDO เปิดตัว Android 1.6 code name Donut จากทาง Google