บทความล่าสุด

Sprint กำลังจะออกผลิตภัณฑ์รับสัญาณ WiMAX แล้วกระจายเป็น WiFi hotspot

สวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพยิ่งครับ

ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางผมเองพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ WiMAX เพื่อกระตุ้นความอยากใช้ เผื่อจะไปสะดุดเท้าใครใน กทช. บ้าง จะได้รีบออกใบอนุญาติ ประมูลจัดสรรความถี่ จะได้ใช้กันซักทีครับ แต่ที่แล้วๆมา WiMAX ถูกมองข้ามจากทางผู้ใหญ่หลายๆคนเพราะมัวแต่ไปสนใจเรื่องของ 3G ทั้งๆที่ถ้าคุณพัฒนา 3G ทั่วประเทศ ก็ใช้ว่าจะทำให้สังคมไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเพราะ การพัมนาดครงข่าย 3G นั้นส่วนใหญ่ก็จะกระจุกตัวอยู่แต่ในเมือง ชาวบ้านที่อยู่ห่างจากเมืองก็อดตามระเบียบพลเมืองชั้นสอง

พอก่อนครับถ้าบ่นมากกว่านี้ผมอาจโดนฟ้องได้ ซึ่งผมก็ยินดีครับ จะเป็นลูกความอนาถา ให้คนใหญ่คนโตเค้าฟ้อง

http://img.spacethai.net/images/sprint4gwi.jpg

วันนี้มีข่าวใหม่จากทางฝั่งสหรัฐอเมริกาครับ บริษัทผู้ให้บริการระบบสื่อสารรายใหญ่อย่าง Sprint กำลังจะออกผลิตภัณฑ์รับสัญาณ WiMAX แล้วกระจายเป็น Sub station เป็นแบบ WiFi เพื่อให้อุปกรณ์ใกล้ๆบริเวณนั้นใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ โดยที่โน่นเค้ามอง WiMAX  ว่าเป็น 4G ครับแต่อันที่จริงแล้วการลงทุนและต้นทุนของ WiMAX นั้นถูกกว่า 3G มาก แถมยังเกิดก่อน 3G ตั้งหลายปี

โดย Sprint เปิดตัวผลิตภัณฑ์นี้ในโฆษณา Overdrive ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถสร้างจุด WiFi Hotspot โดยใช้ระบบ WiMAX ที่ผลิตโดย Sprint เครือข่ายโทรคมไร้สายอันดับสามของสหรัฐฯ ซึ่งภายในโฆษณาปรากฏภาพของไอโฟนเชื่อมต่อกับ Overdrive ด้วย WiFi และเจ้า Overdrive ก็เชื่อมต่อกับโครงข่าย WiMax อีกทอดหนึ่ง

ดูๆแล้วมันคล้ายกับผลิตภัณฑ์ MiFi ของทาง CAT CDMA ที่เอามาขายในบ้านเราที่แปลงระบบโครงข่าย 3G CDMA EV-DO Rev.A ให้กลายเป็น WiFi Hotspot

โฆษณา Overdrive ของ Sprint

สัมภาษณ์พิเศษ อุทธาฤทธิไกร ขัณฑวีระมงคล วิพากษ์อนาคต 3G ไทย…แบบฉบับกูรู(ตัวจริง!!)

http://img.spacethai.net/images/retikai809.jpgบริษัท เอ็น.วี.เค.อินเตอร์ จำกัด (NVK) ก่อตั้งขึ้นในปี 2545 โดยบริษัทเริ่มจากการนำเสนอโซลูชั่นต่างๆเกี่ยวกับ Broadband Network ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นช่วงเริ่มต้นของการให้บริการ บรอดแบนด์ในประเทศไทย โดยบริษัทมีโซลูชั่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงคือ E-Apartment/Hotel Solution

ซึ่งประกอบไปด้วย Hardware และ Software สำหรับให้บริการ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงภายในหอพักและโรงแรม โดยอาศัยเทคโนโลยีทั้งแบบมีสาย (DSL และ HomePNA) และแบบ ไร้สาย (Wi-Fi)

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา NVK ได้ รับความเชื่อถือในวงการโทรคมนาคม และความไว้วางใจจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตชั้นนำหลายราย เพื่อเป็นที่ปรึกษาและจัดหาอุปกรณ์ สำหรับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยมีโครงการต่างๆกว่า 500 โครงการทั่วประเทศ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่จัดจำหน่ายอยู่มี หลากหลายและสามารถตอบสนองความต้องการของ Telco และ ISP ต่างๆได้เช่น ADSL2/2+ IP-DSLAM, Billing Software, VDSL2, VoIP Solution, Wireless LAN รวมไปถึง อุปกรณ์ Telecom เช่น Fiber Optic Modem, Media Converter, FTTH และ Video Streaming อีกด้วย

NVK มีลูกค้ารายสำคัญเป็นผู้ให้บริการเครือข่าย (Telco) เช่น TRUE, TOT, TT&T และ CAT และ ISPs ต่างๆ นอกจากนั้นเรายังจัดจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่าย (VARs) กว่า 250 รายทั่วประเทศ โดยเน้นการให้ความรู้และให้คำปรึกษาแก่พาร์ทเนอร์ในการออกแบบและติดตั้ง
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายไม่ว่าจะเป็น Wi-Fi, WiMax รวมไปถึง 3G  เติบโตรวด เร็ว NVK ได้ขยายสายผลิตภัณฑ์สู่เทคโนโลยีไร้สายมากขึ้น NVK ได้ รับความไว้วางใจจาก Engenius/Senao บริษัทผู้ผลิต อุปกรณ์ Wireless ชั้นนำของโลก เพื่อเป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย  * ความนิยมของอุปกรณ์อินเทอร์ เน็ตแบบไร้สาย (Wi-Fi)

2 ปีที่ผ่านมา ในส่วนของอุปกรณ์ไร้สาย หรือ Wi-Fi  มีมาร์เก็ตแชร์มากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของผู้ให้บริการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ทรู, ทีโอที, CAT รวมไปจนถึง 3BB เราเป็นผู้รับติดตั้งรายหลักสำหรับอุปกรณ์  Wi-Fi โดยเฉพาะรูปแบบการติดตั้งอุปกรณ์นอกตัวอาคาร เช่น ในเมืองใหญ่ๆ กรุงเทพฯ ภูเก็ต หาดใหญ่ โคราช เป็นต้น ประกอบกับในปี 2553 นี้ 3G ถูกเลื่อนให้บริการออกมาจนล่าช้า ทำให้เป็นโอกาสอันดีของเราในการที่โอเปอเรเตอร์เบนการลงทุนมาที่ Wi-Fi ก่อนที่จะมี 3G ทำให้ปีที่แล้ว (2552) เราเติบโตอย่างมากในการรับหน้าที่ส่วนดังกล่าวนี้

และปีนี้ยังเป็นเทรนด์ของ Wi-Fi ต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากติดตั้งง่าย ต้นทุนต่ำ และยังสนับสนุนบริการทางการตลาดของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออีกด้วย ซึ่งบริการเสริมต่างๆ เหล่านี้ยังส่งเสริมให้อุปกรณ์ของเราถูกนำไปติดตั้งมากขึ้น

ปีที่แล้วเราขายแอ็คเซสพอยท์ให้โอเปอเรเตอร์ไปแล้วกว่า 2 หมื่นตัว แบ่งเป็นนอกอาคาร 40% และ ในตัวอาคารกว่า 1 หมื่นตัว คือเฉพาะตลาดของผู้ให้บริการ เหล่านี้เองถือเป็นตัวเลขส่วนหนึ่งทางด้านการตลาดของบรรดาโอเปอเรเตอร์ด้วย จำนวนมากในนั้นเป็นอุปกรณ์ของเราที่นำไปติดตั้ง บิตใหญ่ๆของทีโอทีก็เป็นอุปกรณ์จากเราทั้งหมด ตั้งแต่กลางปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันทีโอทีใช้อุปกรณ์ของเรามาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะลงทุนในส่วนของ Wi-Fi-Hotspot  ปัจจุบัน เรามียอดขายอยู่ที่ 80 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 130 ล้านบาท กับจำนวนพนักงานที่มีเพียง 13 คน เติบโตไปพร้อมกับทรัพยากรที่มีอยู่ประกอบกับความถนัดของเรา โดยคงไม่ขยายธุรกิจไปแบบก้าวกระโดด ผมคิดว่าถ้าปีนี้การเมืองยังไม่มีอะไรรุนแรง เราก็สามารถที่จะประคองให้ยอดจำหน่ายโดยรวมเติบโตไปได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากการลงทุนของภาครัฐต่างๆ ก็ส่อแววความต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

* เหตุใดปัจจุบัน Wi-Fi จึงเป็นที่นิยมและแพร่หลายมาก

ข้อดีของ  Wi-Fi คือ หนึ่ง ราคาถูก สอง คือ ความเร็วสูง แต่ข้อเสียคือการครอบคลุมพื้นที่ให้บริการอาจมีข้อจำกัดอยู่บ้าง จึงเหมาะกับการติดตั้งในพื้นที่รัศมีไม่กว้างมาก ประมาณไม่เกิน 300 เมตร ต่อหนึ่งแอ็คเซสพอยท์  เนื่องจากยังไม่มีทางเลือก ในการให้บริการที่เป็นปัจจัยสนับสนุน Wi-Fi เพราะ WiMax ก็ไม่เกิด 3G ยัง ดีเลย์ออกไป ผู้ให้บริการเองจึงเลือกที่จะลงทุนกับ Wi-Fi เพราะใช้เงินลงทุนเพียง 3-5 เปอร์เซ็นต์ ของ WiMax และแม้ Wi-Fi สามารถให้บริการได้ในพื้นที่ไม่ไกลมากนัก แต่ค่อนข้างครอบคลุมในส่วนของสัญญาณระดับที่พอสมควร จึงเหมาะแก่การติดตั้งในสถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า ร้านกาแฟ หรือสวนสาธารณะ เป็นต้น จุดนี้เป็นตัวที่ทำการตลาดให้กับผู้ให้บริการเช่นเราได้เป็นอย่างดี

เฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้  Wi-Fi ให้ความเร็วได้สูงสุดถึง 300 Mbps แม้จะมีรัศมีในวงจำกัด แต่ถ้าเราติดตั้งได้ในจุดที่สัญญาณกระจายไปเพียงพอก็จะเป็นส่วนเสริมให้กับ เทคโนโลยีตัวอื่นได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการทดแทน ADSL ในบริเวณที่ยังไม่มีให้บริการ อีกทั้ง Wi-Fi มีความเร็วมากกว่า 3G  ยก ตัวอย่างโปรเจ็กต์ที่เรากำลังเจรจากับทีโอทีนั้น มีการใช้ FTTH – Fiber To The Home ความเร็วระดับ 50  เมกะบิต เช่น ที่หาดป่าตองติดตั้งแล้วส่งความเร็วสูงสุดต่อหนึ่งผู้ใช้งานที่ 20 Mb ซึ่งถ้าผู้ใช้บริการอยู่ในจุดที่สัญญาณดีจะได้รับประสบการณ์ที่เหนือความคาด หมาย

* และเหตุใด WiMax กลับ ไม่ค่อยมีคนพูดถึงหรือนิยมใช้กัน

ผมได้เคยศึกษาในเรื่องของ Wi-Maxก่อนที่จะนำ Wi-Fi เข้ามาทำตลาด และพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในหลายโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีปัจจัย 2 อย่าง คือ เทคโนโลยีและไลเซนส์ในเมืองไทย WiMax ไม่เกิดในเมืองไทยอย่างแน่นอนเพราะใน 2 ส่วน นั้นไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้ง หนึ่ง การขอใบอนุญาต WiMax ดำเนินการล่าช้า ตลอดจนความเคลื่อนไหวต่างๆ ก็ไม่สำเร็จหรือออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน จุดนี้แทบจะทั่วทั้งโลกเลยก็ว่าได้ที่ไม่ได้รับความนิยมให้ WiMax เกิดการใช้งานแพร่หลาย และ WiMax ราคาสูง อุปกรณ์ที่จะมารองรับการใช้งานตามที่คาดหวังจะได้เห็นกับโน้ตบุ๊กหรือแล็บ ท็อปก็ไม่มี ลงทุนไปไม่มีความแน่นอนว่าจะคุ้มค่าหรือไม่

แม้กระทั่งพื้นที่ที่เป็นเป้าหมายการลงทุน WiMax ระดับโลกก็ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น ทรีวัน ในมาเลเซีย หรือแม้กระทั่งผู้ให้บริการอีก 4 รายในประเทศนั้น ก็ถือว่ามีสัดส่วนการลงทุนที่น้อยมาก ที่สำคัญไม่สามารถจะแข่งขันกับ 3G ได้ ทำให้โอเปอเรเตอร์ไม่อยากลงทุนซ้ำซ้อนกับ 3G แม้ว่าสองเทคโนโลยีนี้จะมีลักษณะแตกต่างกันอยู่บ้าง

* ข้อเปรียบเทียบระหว่างการลงทุนติดตั้ง WiMax และ3G

เนื่องจาก WiMax ตามใบอนุญาต คือ ต้องติดตั้งให้ใช้ในพื้นที่หรือบริเวณที่กำหนดเท่านั้น คือ เป็นอุปกรณ์ที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ ลักษณะคือใช้งานภายในตัวอาคารและติดตั้งอุปกรณ์ไว้ภายนอกอยู่กับที่ และยัง ต้องมีอุปกรณ์พิเศษในการรับสัญญาณ ทำให้ขณะที่ WiMax เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงก่อน 3G แต่กลับไม่เป็น รูปเป็นร่าง แต่ 3G กลับมีความสามารถที่จะทำ บรอดแบนด์แบบไร้สายได้นั่นเอง เวลานี้ WiMax จึงถูกพูดถึงและหยิบยกไปไว้ทำในส่วนของ 4G หรือ LTE (Long Term Evolution) เสียมากกว่า หากถึงตอนนั้นบ้านเราก็คงมีเรื่องให้ถกเถียงกันอีกพอสมควร ทุกวันนี้ยังทำให้มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านตั้งคำถามว่า…หรือประเทศไทยเรา ควรข้ามไปทำ LTE และ 4G แม้ WiMax กำหนดการใช้งานได้ในพื้นที่ค่อนข้างแน่นอน แต่โดยความเห็นของผมคิดว่า WiMax คงไม่ใช่ทางเลือกของผู้ให้บริการที่จะนำมาติดตั้ง เรียกว่าองค์ประกอบทางธุรกิจและเทคโนโลยีไม่สมบูรณ์ต่อกัน แต่ผมเองยังเห็นหลายองค์กรหรือหน่วยงาน เช่น กทช. พูดถึงไวแม็กซ์อยู่บ้าง แต่คิดว่าน่าจะเป็นการติดตั้งเพื่อรองรับบริการมือถือในยุคต่อไปเสียมากกว่า เนื่องจากในยุคต่อไปของ LTE จะเป็นการร่วมกันระหว่าง WiMax กับโอเปอเรเตอร์ที่ใช้ระบบ GSM และนั่นยังเป็น เรื่องของอนาคตอยู่

ผมอยากเสนอแนะด้วยว่า กทช. ควรให้เอกชนทดสอบใช้บริการ WiMax ดูบ้าง และเมื่อถึงเวลาที่องค์ประกอบต่างๆ พร้อม เราจะได้เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว เพราะประสบการณ์จาก 3G ไม่ได้มีการลองผิดถูกมาก่อน ประเทศไทยจึงดำเนินการเกี่ยวกับ 3G ล่าช้า

* ความพร้อมของในส่วนของ 3G และโซลูชั่นรองรับการใช้งาน

เราเองมีประสบการณ์จากการทำ 3G ให้ CAT CDMA มาเป็นเวลาพอสมควร คือประมาณ 2-3 ปี มาแล้ว ทำให้มองเห็นถึงศักยภาพของ 3G ในหลายๆมิติ หนึ่ง คือ สามารถที่จะเพิ่มการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้กับประชาชนได้ สอง สามารถที่จะรองรับแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในอนาคตอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น m-Commerce หรือ social network ตลอดจนการประยุกต์ใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อธุรกิจและแอพพลิเคชั่นด้านความ ปลอดภัย รวมไปถึงการทำสื่อนอกอาคาร การทำสตรีมมิ่ง ซีซีทีวี เป็นต้น มีแอพพลิเคชั่นต่างๆ รองรับ 3G ที่จะเกิดขึ้นอีกมาก

ในส่วนของผมเป็นการทำ access ให้กับ 3G เสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นตัวอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อปลายทาง เช่น เราท์เตอร์ 3G เพื่อที่จะแชร์เป็น Wi-Fi, BBM ต่างๆ หรือวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ รวมไปถึงวางระบบโทรศัพท์บ้านแบบ3G ซึ่งจะเป็นแอพพลิเคชั่นที่ต่อเนื่องเสียส่วนใหญ่

เราสามารถที่จะนำ 3G มา เป็นเกตเวย์ให้กับ Wi-Fi-Hotspot ใน พื้นที่ใดๆ ที่มีสัญญาณใช้งานได้ และจำเป็นต้องมี Wi-Fi ให้บริการบริเวณนั้นด้วย เพียงแต่หากใช้ 3G เป็นเครือข่ายหลักในการเชื่อมต่อมายังอินเทอร์เน็ต อย่าลืมว่าในยุคก่อนที่ 3G จะแพร่หลายกับก่อนที่ ประชาชนจะมีมือถือใช้กัน Wi-Fi เป็นสิ่งที่มือถือ หลายคนมีอยู่แล้วในเกือบทุกเครื่องที่เป็นสมาร์ทโฟน ฉะนั้น การที่โอเปอเรเตอร์มี Wi-Fi ให้บริการจะเข้าถึง กลุ่มผู้ใช้ได้มากกว่าบริการ 3G ถ้าพูดกัน ณ ปัจจุบันนี้ เฉพาะอย่างยิ่งโน้ตบุ๊กยังไม่มี 3G ติด ตั้งไว้ให้ ส่งผลให้เมื่อ 3Gเกิดขึ้นกลายเป็นผลดี ต่อเทคโนโลยี Wi-Fi หากมองในอีกแง่มุม ด้วยเหตุที่ 2 เทคโนโลยีนี้สามารถเกื้อหนุนกันและกัน

* ปีแรกของ 3G เมืองไทย ท่านคิดเห็นว่าสามารถพัฒนาไปได้เพียงใด

ผมมองว่าน่าจะมีการเติบโตไปได้รวดเร็วคล้ายกับสิ่งที่เกิด ขึ้นกับทีโอทีช่วงแรกที่ 3G เพิ่ม จำนวนผู้ใช้ขึ้นรวดเร็วมาก ต่อไปยิ่งผู้ใช้มีความรู้ในเรื่อง 3G มากพอ ทุกคนก็จะอยากทดสอบหรืออยากลองใช้บ้าง แต่ถ้าราคาค่าบริการหรือแอร์ไทม์ของ 3Gจี ยังแพงอยู่อาจถูกเบรกจากจำนวนผู้ใช้งาน ผมเข้าใจว่าราคานี้คนที่เข้าถึงได้มีเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ ของประเทศเท่านั้น คนไทยจำนวนน้อยที่สามารถจ่ายค่าบริการ 3G ในระดับเวลานี้ เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ Edge หรือ GPRS และยังมี Hi-speed ตามบ้านที่ราคาถูกกว่า

อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งเข้าใจถึงต้นทุนของผู้ให้บริการ 3G จึงต้องตั้งราคาให้สูง ที่สำคัญหากราคาถูกมากเกิดผลกระทบกับคุณภาพ 3G อย่าง แน่นอน ยกตัวอย่างกรณีศึกษาในประเทศอินโดนีเซีย ราคาแอร์ไทม์ 3Gต่อเดือนของเขาต่ำมาก คือประมาณ 300 บาท แต่กลับพบว่าความเร็ว 3G ไม่ต่างจากอินเทอร์เน็ต 56k โดยเป็นบทเรียนให้บ้านเราเห็นแล้วว่าหากทำราคาให้ต่ำเกิน ไปคุณภาพจะลดลงตาม เพราะ 3G เป็นการเชื่อมต่อในฝัน ของทุกคนด้วยความที่เป็นเทคโนโลยีไร้สายความเร็วสูง หากเมื่อใดที่ไม่มีอุปสรรคในเรื่องของราคา ทุกคนก็จะเข้าหาเทคโนโลยี 3G พร้อมกัน แต่เป็นธรรมชาติของโลกว่าสิ่งไหนที่สมบูรณ์แบบหรือดีมากๆ มักจะมีข้อจำกัดผมมองว่า 3G สามารถโตได้ในระดับ หนึ่งจนกว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาทดแทน

* ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับค่าแอร์ไทม์ ให้ราคาถูกลง

ภาครัฐต้องทำไปพร้อมๆ กันระหว่างอินเทอร์เน็ตแบบมีสายและไร้สาย ไม่มีทางที่จะหยุดสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ หากเรามองว่า 3G จะไปทดแทนอินเทอร์เน็ตหลักหรือแบบมีสาย เท่ากับดำเนินโครงการผิดวัตถุประสงค์ เพราะต้องทำให้คนจำนวน 80% ที่ต้องใช้แบบมีสาย เนื่องจากสามารถที่จะควบคุมคุณภาพการขยายโครงข่ายอย่างไม่มีข้อจำกัดสิ่งที่ เป็นข้อจำกัดคือความถี่ โดยต้องให้อีก 20% อยู่กับ โครงข่ายไร้สาย จึงจะเกิดสิ่งที่พอดีและพอเพียงกับทรัพยากรโครงข่ายที่ประเทศของเรามี

หากภาครัฐดำเนินนโยบายผิดวิธีเทคโนโลยี 3G ก็จะเจอทางตันกับความแออัดบนอากาศ แบบเดียวกับประเทศอินโดนีเซียเกิดขึ้น การไปมุ่งเน้นไร้สายหรือ 3G ทำให้คุณภาพอินเทอร์เน็ตย่ำแย่ ซึ่งเวลานั้นหาทางแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว วิธีถูกต้องคือกลับไปขยายเครือข่ายแบบมีสายอยู่ดี เวลานี้เรามีบรอดแบนด์ผ่านสายโทรศัพท์บ้านคุณภาพการใช้งานค่อนข้างดี 3G จึงมีบทบาทเข้ามาเป็นส่วนเสริมในพื้นที่ห่างไกลซึ่งสายยัง เข้าไปไม่ถึง  แต่ ณ จุดนั้นก็ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานหลักด้วย จึงอยากให้เทคโนโลยีไร้สายและแบบมีสายเป็นส่วนที่เข้ามาเสริมกันมากกว่าที่ จะแข่งขันกันเอง รัฐบาลควรกำหนดสิทธิประโยชน์เอาไว้ให้ผู้ลงทุนแบบมีสายทำโดยครอบคลุมที่สุด และถ้ามีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ธุรกรรมบนโลกออนไลน์ก็จะโตและส่งเสริมระบบเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นด้วย

* ข้อดีของ LTE (Long Term Evolution) ที่เป็น Generation ต่อไปของ 3G

ยุคของ LTE จะทำ ให้ความแออัดของช่องทางการสื่อสารของข้อมูลลดน้อยลง สามารถรองรับผู้ใช้งานบนคลื่นความถี่เดียวกันได้มากขึ้น โดยรองรับผู้ใช้ในระดับ 100 MB กระตุ้นให้มีผู้บริโภคเข้ามาสู่บริการไร้สายแบบ Mobile Broadband จำนวนสูงขึ้น อีกทั้งรองรับผู้ใช้ในปริมาณมากกว่า 3G ตลอดจน LTE มีความเร็วเฉลี่ยในระดับสูงขึ้นอีก

ผมเองมีหลักการส่วนตัวในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอยู่ว่า คนจะเลือกใช้  FTTH (Fiber To The Home) เป็นอันดับแรก  สอง ADSL และ สามคือ Wi-Fi หากพื้นที่นั้นไม่มี  FTTH ไม่มีเอดีเอสแอลหรือไว-ไฟ ผู้ใช้จึงจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับเครือข่าย 3G ทั้ง หมดนี้เป็นเรื่องของประสิทธิภาพกับราคา สามจีจะเหมือนเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่ถ้าจำเป็นจริงๆ คนถึงจะใช้ เช่น อยู่นอกบ้าน ไปทำงาน หรือ ทำธุรกิจข้างนอกบ้าน เป็นต้น เรียกว่าเป็นเรื่องของ anywhere แต่ถ้ามี Wi-Fi  ผู้ใช้จะเลือกเป็นอันดับแรก เพราะหลังจากนี้ Wi-Fi  สามารถอัพความ เร็วสูงกว่า 3G ได้ที่สูงสุด 20 MB

* กรณีที่เอไอเอสขอโรมมิ่งกับทีโอทีแต่ยังไม่มี บทสรุป ท่านคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร

ผมมองว่าเวลานี้เอไอเอสอยู่ในฐานะเสือลำบาก เพราะไม่มีรูปแบบที่จะทดสอบ 3G เหมือนกับทรูหรือดีแทค เนื่องจากโครงข่ายที่เอไอเอสลงทุนไปเป็นย่านความถี่แบบ in-band เครื่องลูกข่ายไม่สามารถใช้งานได้ จำเป็นต้องมีเครื่องพิเศษ เพราะถึงแม้เอไอเอสจะติดตั้งไปหลายพันโหนดก็ไม่สามารถที่จะให้บริการได้ อย่างเต็มที่ แตกต่างกับทรูมูฟและดีแทคที่เครื่องลูกข่ายทั่วไปแทบจะทุกยี่ห้อสามารถจะใช้ งานได้ทันที ด้วยบริการ 3G ในย่านความถี่ 850 MHz  ทั้งนี้ เอไอเอสยังไม่ได้ลงทุนในส่วนที่จะรองรับ 3G ลักษณะ ดังกล่าว จึงต้องไปขอความร่วมมือกับทีโอทีในการโรมมิ่ง การชิงไหวพริบนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่หากมองในแง่ของผู้บริโภคแล้ว ไม่ว่าใครจะได้สัมปทานหรือเป็นอย่างไรต่อไป หากเอไอเอสได้บริการ 3G จะเกิดการพลิกผันทางการตลาดพอสมควร เนื่องจากเอไอเอสมีฐานลูกค้าอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ถ้าหากไม่เป็นไปตามที่เอไอเอสมีความต้องการผลประโยชน์จะตกที่ mvno ของทีโอทีเต็มๆ แต่หากเอไอเอสได้โรมมิ่งแล้วในทางกลับกัน mvno น่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอน

ผู้ใช้บริการคงไม่สนใจว่า mvno จะหน้าตาเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าหลายคนอยากให้เอไอเอสได้เข้ามาทำตลาด หรือแม้กระทั่งดีแทคและทรูมูฟเช่นเดียวกัน เนื่องด้วยโอเปอเรเตอร์ทั้งหมดจะทำให้เราได้เข้าถึง 3G อย่างเร็วที่สุด ง่ายที่สุดและสะดวกที่สุด เมื่อเกิดการแข่งขันมากขึ้น คุณภาพของ 3G จะดีขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งราคาแอร์ไทม์จะถูกลง

* เกี่ยวกับ www.adslthailand.com

ผมเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์นี้ขึ้นมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มทำงานแรกๆ เป็นคอมมูนิตี้สำหรับผู้ใช้บรอดแบนด์ ทั้งเอดีเอสแอล ไว-ไฟ 3G เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงการใช้งาน การตั้งค่าอุปกรณ์ต่างๆ หรือการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต เราเป็นผู้ติดตั้งระบบทดสอบความเร็วเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่สามารถทดสอบ ไปทั่วโลก โดยใช้เซิร์ฟเวอร์ของเราเอง ลงทุนไปปีละประมาณ 2 ล้านบาท ในการทำบริการตรงนี้ เราเป็น test speed server ที่มีคนเข้ามาทดสอบมากที่สุด  และนอกจากเข้ามาทดสอบความเร็วแล้วยังมีการรายงานปัญหาต่างๆ ของผู้ให้บริการเองที่คอยมอนิเตอร์เว็บฯ นี้ตลอดว่ายูสเซอร์รายใดมีปัญหา ส่งผลให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพ เราถือว่าเรามีศักยภาพมากในการเป็นชุมชนของผู้ใช้เกี่ยวกับบรอดแบนด์  ถือ เป็นเว็บอันดับหนึ่งของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในเมืองไทย เรามียอดผู้เข้าชมเว็บฯ ประมาณ 6 หมื่นคนต่อวัน ถือว่าประสบความสำเร็จเช่นกันในส่วนนี้

Skype เปิดตัวบริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตบนหน้าจอทีวี

http://img.spacethai.net/images/5530000001.jpg

Skype ผู้ให้บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตพยายามผลักตัวเองออกจากหน้าจอ คอมพิวเตอร์ มาสู่โทรศัพท์บ้าน และโทรศัพท์มือถือ ล่าสุดเทคโนโลยีโทรศัพท์ผ่านเน็ตทั้งในรูปแบบวิดีโอและเสียงของสไกป์กำลัง ถูกแนบมาในชุดโทรทัศน์ความละเอียดสูงหรือ high-definition TV (HDTV) ที่สามารถต่ออินเทอร์เน็ตได้

สไกป์ออกแถลงการณ์เมื่อวันอังคารที่ 5 มกราคม 2010 ที่ผ่านมาว่า บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตของสไกป์นั้นจะปรากฏโฉมในเอชดีทีวีหลายรุ่น ของพานาโซนิก (Panasonic) ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี VIERA CAST สำหรับรับสัญญาณสตรีมมิงข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ผู้ใช้สามารถชมวิดีโอ ออนดีมานด์จากอินเทอร์เน็ตได้

นอกจากพานาโซนิก บริการของสไกป์ยังจะปรากฏในแอลซีดีและพลาสม่าความละเอียดสูงรุ่นใหม่ๆของแอล จี (LG) ด้วย ซึ่งเป็นรุ่นที่มีเทคโนโลยี NetCast Entertainment Access สำหรับชมวีดีโอออนไลน์เช่นกัน โดยเอชดีทีวีทั้งหมดคาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายได้ในกลางปีนี้

http://img.spacethai.net/images/indextvv1.jpgแอล จีและพานาโซนิกจะจำหน่ายทีวีพร้อมกับชุดเว็บแคมหรือกล้องถ่ายวิดีโอขนาดจิ๋ว ความละเอียดสูงที่สามารถให้ภาพความละเอียด 720p ตามมาตรฐานเอชดี นี่เองคืออุปกรณ์สำคัญที่ผู้ใช้จะสามารถทำ”วิดีโอคอล”หรือการโทรศัพท์ผ่าน อินเทอร์เน็ตแบบเห็นหน้าตาได้บนทีวี

สไกป์นั้นเคยเป็นบริษัทในเครืออีเบย์ (eBay) ก่อนจะถูกขายให้กับกลุ่มนักลงทุนในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บริการของสไกป์คือการเปิดช่องให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถโทรศัพท์ถึงกันจาก หน้าคอมพิวเตอร์ได้ฟรีจากทุกมุมโลก แต่จะคิดค่าบริการเพียงเล็กน้อยกับสมาชิกที่โทรศัพท์ไปยังเครื่องโทรศัพท์ มือถือหรือโทรศัพท์บ้าน บริการของสไกป์ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลกเนื่องจากความคุ้มค่าในการโทรข้าม ประเทศ ซึ่งผู้ใช้จะไม่ต้องเสียค่าโรมมิ่งราคาแพงอย่างที่เคยในอดีต

สไกป์ระบุว่า ผู้ใช้สไกป์บนคอมพิวเตอร์จะสามารถทำวิดีโอคอลได้บนภาพความละเอียดสูง 720p ในเร็ววันนี้ โดยการทำวิดีโอคอลความละเอียดสูงนั้นจะเกิดขึ้นได้บนอินเทอร์เน็ตความเร็ว สูงเท่านั้น ต้องมีเว็บแคมความละเอียดสูง พร้อมหน่วยประมวลผลความเร็วรอบไม่ต่ำกว่า 1.8 GHz และต้องมีซอฟต์แวร์สไกป์เวอร์ชัน Skype 4.2 ซึ่งขณะนี้ยังเป็นเวอร์ชันทดลองหรือ Beta สำหรับระบบปฏิบัติการวินโดวส์เท่านั้น โดยสไกป์ยังไม่เปิดเผยกำหนดการคลอดเวอร์ชันสำหรับแมคอินทอชในขณะนี้

สไกป์ระบุว่า ผู้ผลิตเว็บแคมรายอื่นๆในตลาดเช่น faceVision และ In Store Solutions ต่างกำลังจะเปิดตัวเว็บแคมความละเอียด 720p ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งจะส่งเสริมให้การทำวิดีโอคอลความละเอียดสูงแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

http://img.spacethai.net/images/553000zjz.jpghttp://img.spacethai.net/images/553000vsv.jpg