สัมภาษณ์พิเศษ อุทธาฤทธิไกร ขัณฑวีระมงคล วิพากษ์อนาคต 3G ไทย…แบบฉบับกูรู(ตัวจริง!!)

http://img.spacethai.net/images/retikai809.jpgบริษัท เอ็น.วี.เค.อินเตอร์ จำกัด (NVK) ก่อตั้งขึ้นในปี 2545 โดยบริษัทเริ่มจากการนำเสนอโซลูชั่นต่างๆเกี่ยวกับ Broadband Network ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นช่วงเริ่มต้นของการให้บริการ บรอดแบนด์ในประเทศไทย โดยบริษัทมีโซลูชั่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงคือ E-Apartment/Hotel Solution

ซึ่งประกอบไปด้วย Hardware และ Software สำหรับให้บริการ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงภายในหอพักและโรงแรม โดยอาศัยเทคโนโลยีทั้งแบบมีสาย (DSL และ HomePNA) และแบบ ไร้สาย (Wi-Fi)

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา NVK ได้ รับความเชื่อถือในวงการโทรคมนาคม และความไว้วางใจจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตชั้นนำหลายราย เพื่อเป็นที่ปรึกษาและจัดหาอุปกรณ์ สำหรับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยมีโครงการต่างๆกว่า 500 โครงการทั่วประเทศ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่จัดจำหน่ายอยู่มี หลากหลายและสามารถตอบสนองความต้องการของ Telco และ ISP ต่างๆได้เช่น ADSL2/2+ IP-DSLAM, Billing Software, VDSL2, VoIP Solution, Wireless LAN รวมไปถึง อุปกรณ์ Telecom เช่น Fiber Optic Modem, Media Converter, FTTH และ Video Streaming อีกด้วย

NVK มีลูกค้ารายสำคัญเป็นผู้ให้บริการเครือข่าย (Telco) เช่น TRUE, TOT, TT&T และ CAT และ ISPs ต่างๆ นอกจากนั้นเรายังจัดจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่าย (VARs) กว่า 250 รายทั่วประเทศ โดยเน้นการให้ความรู้และให้คำปรึกษาแก่พาร์ทเนอร์ในการออกแบบและติดตั้ง
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายไม่ว่าจะเป็น Wi-Fi, WiMax รวมไปถึง 3G  เติบโตรวด เร็ว NVK ได้ขยายสายผลิตภัณฑ์สู่เทคโนโลยีไร้สายมากขึ้น NVK ได้ รับความไว้วางใจจาก Engenius/Senao บริษัทผู้ผลิต อุปกรณ์ Wireless ชั้นนำของโลก เพื่อเป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย  * ความนิยมของอุปกรณ์อินเทอร์ เน็ตแบบไร้สาย (Wi-Fi)

2 ปีที่ผ่านมา ในส่วนของอุปกรณ์ไร้สาย หรือ Wi-Fi  มีมาร์เก็ตแชร์มากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของผู้ให้บริการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ทรู, ทีโอที, CAT รวมไปจนถึง 3BB เราเป็นผู้รับติดตั้งรายหลักสำหรับอุปกรณ์  Wi-Fi โดยเฉพาะรูปแบบการติดตั้งอุปกรณ์นอกตัวอาคาร เช่น ในเมืองใหญ่ๆ กรุงเทพฯ ภูเก็ต หาดใหญ่ โคราช เป็นต้น ประกอบกับในปี 2553 นี้ 3G ถูกเลื่อนให้บริการออกมาจนล่าช้า ทำให้เป็นโอกาสอันดีของเราในการที่โอเปอเรเตอร์เบนการลงทุนมาที่ Wi-Fi ก่อนที่จะมี 3G ทำให้ปีที่แล้ว (2552) เราเติบโตอย่างมากในการรับหน้าที่ส่วนดังกล่าวนี้

และปีนี้ยังเป็นเทรนด์ของ Wi-Fi ต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากติดตั้งง่าย ต้นทุนต่ำ และยังสนับสนุนบริการทางการตลาดของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออีกด้วย ซึ่งบริการเสริมต่างๆ เหล่านี้ยังส่งเสริมให้อุปกรณ์ของเราถูกนำไปติดตั้งมากขึ้น

ปีที่แล้วเราขายแอ็คเซสพอยท์ให้โอเปอเรเตอร์ไปแล้วกว่า 2 หมื่นตัว แบ่งเป็นนอกอาคาร 40% และ ในตัวอาคารกว่า 1 หมื่นตัว คือเฉพาะตลาดของผู้ให้บริการ เหล่านี้เองถือเป็นตัวเลขส่วนหนึ่งทางด้านการตลาดของบรรดาโอเปอเรเตอร์ด้วย จำนวนมากในนั้นเป็นอุปกรณ์ของเราที่นำไปติดตั้ง บิตใหญ่ๆของทีโอทีก็เป็นอุปกรณ์จากเราทั้งหมด ตั้งแต่กลางปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันทีโอทีใช้อุปกรณ์ของเรามาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะลงทุนในส่วนของ Wi-Fi-Hotspot  ปัจจุบัน เรามียอดขายอยู่ที่ 80 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 130 ล้านบาท กับจำนวนพนักงานที่มีเพียง 13 คน เติบโตไปพร้อมกับทรัพยากรที่มีอยู่ประกอบกับความถนัดของเรา โดยคงไม่ขยายธุรกิจไปแบบก้าวกระโดด ผมคิดว่าถ้าปีนี้การเมืองยังไม่มีอะไรรุนแรง เราก็สามารถที่จะประคองให้ยอดจำหน่ายโดยรวมเติบโตไปได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากการลงทุนของภาครัฐต่างๆ ก็ส่อแววความต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

* เหตุใดปัจจุบัน Wi-Fi จึงเป็นที่นิยมและแพร่หลายมาก

ข้อดีของ  Wi-Fi คือ หนึ่ง ราคาถูก สอง คือ ความเร็วสูง แต่ข้อเสียคือการครอบคลุมพื้นที่ให้บริการอาจมีข้อจำกัดอยู่บ้าง จึงเหมาะกับการติดตั้งในพื้นที่รัศมีไม่กว้างมาก ประมาณไม่เกิน 300 เมตร ต่อหนึ่งแอ็คเซสพอยท์  เนื่องจากยังไม่มีทางเลือก ในการให้บริการที่เป็นปัจจัยสนับสนุน Wi-Fi เพราะ WiMax ก็ไม่เกิด 3G ยัง ดีเลย์ออกไป ผู้ให้บริการเองจึงเลือกที่จะลงทุนกับ Wi-Fi เพราะใช้เงินลงทุนเพียง 3-5 เปอร์เซ็นต์ ของ WiMax และแม้ Wi-Fi สามารถให้บริการได้ในพื้นที่ไม่ไกลมากนัก แต่ค่อนข้างครอบคลุมในส่วนของสัญญาณระดับที่พอสมควร จึงเหมาะแก่การติดตั้งในสถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า ร้านกาแฟ หรือสวนสาธารณะ เป็นต้น จุดนี้เป็นตัวที่ทำการตลาดให้กับผู้ให้บริการเช่นเราได้เป็นอย่างดี

เฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้  Wi-Fi ให้ความเร็วได้สูงสุดถึง 300 Mbps แม้จะมีรัศมีในวงจำกัด แต่ถ้าเราติดตั้งได้ในจุดที่สัญญาณกระจายไปเพียงพอก็จะเป็นส่วนเสริมให้กับ เทคโนโลยีตัวอื่นได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการทดแทน ADSL ในบริเวณที่ยังไม่มีให้บริการ อีกทั้ง Wi-Fi มีความเร็วมากกว่า 3G  ยก ตัวอย่างโปรเจ็กต์ที่เรากำลังเจรจากับทีโอทีนั้น มีการใช้ FTTH – Fiber To The Home ความเร็วระดับ 50  เมกะบิต เช่น ที่หาดป่าตองติดตั้งแล้วส่งความเร็วสูงสุดต่อหนึ่งผู้ใช้งานที่ 20 Mb ซึ่งถ้าผู้ใช้บริการอยู่ในจุดที่สัญญาณดีจะได้รับประสบการณ์ที่เหนือความคาด หมาย

* และเหตุใด WiMax กลับ ไม่ค่อยมีคนพูดถึงหรือนิยมใช้กัน

ผมได้เคยศึกษาในเรื่องของ Wi-Maxก่อนที่จะนำ Wi-Fi เข้ามาทำตลาด และพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในหลายโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีปัจจัย 2 อย่าง คือ เทคโนโลยีและไลเซนส์ในเมืองไทย WiMax ไม่เกิดในเมืองไทยอย่างแน่นอนเพราะใน 2 ส่วน นั้นไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้ง หนึ่ง การขอใบอนุญาต WiMax ดำเนินการล่าช้า ตลอดจนความเคลื่อนไหวต่างๆ ก็ไม่สำเร็จหรือออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน จุดนี้แทบจะทั่วทั้งโลกเลยก็ว่าได้ที่ไม่ได้รับความนิยมให้ WiMax เกิดการใช้งานแพร่หลาย และ WiMax ราคาสูง อุปกรณ์ที่จะมารองรับการใช้งานตามที่คาดหวังจะได้เห็นกับโน้ตบุ๊กหรือแล็บ ท็อปก็ไม่มี ลงทุนไปไม่มีความแน่นอนว่าจะคุ้มค่าหรือไม่

แม้กระทั่งพื้นที่ที่เป็นเป้าหมายการลงทุน WiMax ระดับโลกก็ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น ทรีวัน ในมาเลเซีย หรือแม้กระทั่งผู้ให้บริการอีก 4 รายในประเทศนั้น ก็ถือว่ามีสัดส่วนการลงทุนที่น้อยมาก ที่สำคัญไม่สามารถจะแข่งขันกับ 3G ได้ ทำให้โอเปอเรเตอร์ไม่อยากลงทุนซ้ำซ้อนกับ 3G แม้ว่าสองเทคโนโลยีนี้จะมีลักษณะแตกต่างกันอยู่บ้าง

* ข้อเปรียบเทียบระหว่างการลงทุนติดตั้ง WiMax และ3G

เนื่องจาก WiMax ตามใบอนุญาต คือ ต้องติดตั้งให้ใช้ในพื้นที่หรือบริเวณที่กำหนดเท่านั้น คือ เป็นอุปกรณ์ที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ ลักษณะคือใช้งานภายในตัวอาคารและติดตั้งอุปกรณ์ไว้ภายนอกอยู่กับที่ และยัง ต้องมีอุปกรณ์พิเศษในการรับสัญญาณ ทำให้ขณะที่ WiMax เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงก่อน 3G แต่กลับไม่เป็น รูปเป็นร่าง แต่ 3G กลับมีความสามารถที่จะทำ บรอดแบนด์แบบไร้สายได้นั่นเอง เวลานี้ WiMax จึงถูกพูดถึงและหยิบยกไปไว้ทำในส่วนของ 4G หรือ LTE (Long Term Evolution) เสียมากกว่า หากถึงตอนนั้นบ้านเราก็คงมีเรื่องให้ถกเถียงกันอีกพอสมควร ทุกวันนี้ยังทำให้มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านตั้งคำถามว่า…หรือประเทศไทยเรา ควรข้ามไปทำ LTE และ 4G แม้ WiMax กำหนดการใช้งานได้ในพื้นที่ค่อนข้างแน่นอน แต่โดยความเห็นของผมคิดว่า WiMax คงไม่ใช่ทางเลือกของผู้ให้บริการที่จะนำมาติดตั้ง เรียกว่าองค์ประกอบทางธุรกิจและเทคโนโลยีไม่สมบูรณ์ต่อกัน แต่ผมเองยังเห็นหลายองค์กรหรือหน่วยงาน เช่น กทช. พูดถึงไวแม็กซ์อยู่บ้าง แต่คิดว่าน่าจะเป็นการติดตั้งเพื่อรองรับบริการมือถือในยุคต่อไปเสียมากกว่า เนื่องจากในยุคต่อไปของ LTE จะเป็นการร่วมกันระหว่าง WiMax กับโอเปอเรเตอร์ที่ใช้ระบบ GSM และนั่นยังเป็น เรื่องของอนาคตอยู่

ผมอยากเสนอแนะด้วยว่า กทช. ควรให้เอกชนทดสอบใช้บริการ WiMax ดูบ้าง และเมื่อถึงเวลาที่องค์ประกอบต่างๆ พร้อม เราจะได้เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว เพราะประสบการณ์จาก 3G ไม่ได้มีการลองผิดถูกมาก่อน ประเทศไทยจึงดำเนินการเกี่ยวกับ 3G ล่าช้า

* ความพร้อมของในส่วนของ 3G และโซลูชั่นรองรับการใช้งาน

เราเองมีประสบการณ์จากการทำ 3G ให้ CAT CDMA มาเป็นเวลาพอสมควร คือประมาณ 2-3 ปี มาแล้ว ทำให้มองเห็นถึงศักยภาพของ 3G ในหลายๆมิติ หนึ่ง คือ สามารถที่จะเพิ่มการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้กับประชาชนได้ สอง สามารถที่จะรองรับแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในอนาคตอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น m-Commerce หรือ social network ตลอดจนการประยุกต์ใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อธุรกิจและแอพพลิเคชั่นด้านความ ปลอดภัย รวมไปถึงการทำสื่อนอกอาคาร การทำสตรีมมิ่ง ซีซีทีวี เป็นต้น มีแอพพลิเคชั่นต่างๆ รองรับ 3G ที่จะเกิดขึ้นอีกมาก

ในส่วนของผมเป็นการทำ access ให้กับ 3G เสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นตัวอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อปลายทาง เช่น เราท์เตอร์ 3G เพื่อที่จะแชร์เป็น Wi-Fi, BBM ต่างๆ หรือวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ รวมไปถึงวางระบบโทรศัพท์บ้านแบบ3G ซึ่งจะเป็นแอพพลิเคชั่นที่ต่อเนื่องเสียส่วนใหญ่

เราสามารถที่จะนำ 3G มา เป็นเกตเวย์ให้กับ Wi-Fi-Hotspot ใน พื้นที่ใดๆ ที่มีสัญญาณใช้งานได้ และจำเป็นต้องมี Wi-Fi ให้บริการบริเวณนั้นด้วย เพียงแต่หากใช้ 3G เป็นเครือข่ายหลักในการเชื่อมต่อมายังอินเทอร์เน็ต อย่าลืมว่าในยุคก่อนที่ 3G จะแพร่หลายกับก่อนที่ ประชาชนจะมีมือถือใช้กัน Wi-Fi เป็นสิ่งที่มือถือ หลายคนมีอยู่แล้วในเกือบทุกเครื่องที่เป็นสมาร์ทโฟน ฉะนั้น การที่โอเปอเรเตอร์มี Wi-Fi ให้บริการจะเข้าถึง กลุ่มผู้ใช้ได้มากกว่าบริการ 3G ถ้าพูดกัน ณ ปัจจุบันนี้ เฉพาะอย่างยิ่งโน้ตบุ๊กยังไม่มี 3G ติด ตั้งไว้ให้ ส่งผลให้เมื่อ 3Gเกิดขึ้นกลายเป็นผลดี ต่อเทคโนโลยี Wi-Fi หากมองในอีกแง่มุม ด้วยเหตุที่ 2 เทคโนโลยีนี้สามารถเกื้อหนุนกันและกัน

* ปีแรกของ 3G เมืองไทย ท่านคิดเห็นว่าสามารถพัฒนาไปได้เพียงใด

ผมมองว่าน่าจะมีการเติบโตไปได้รวดเร็วคล้ายกับสิ่งที่เกิด ขึ้นกับทีโอทีช่วงแรกที่ 3G เพิ่ม จำนวนผู้ใช้ขึ้นรวดเร็วมาก ต่อไปยิ่งผู้ใช้มีความรู้ในเรื่อง 3G มากพอ ทุกคนก็จะอยากทดสอบหรืออยากลองใช้บ้าง แต่ถ้าราคาค่าบริการหรือแอร์ไทม์ของ 3Gจี ยังแพงอยู่อาจถูกเบรกจากจำนวนผู้ใช้งาน ผมเข้าใจว่าราคานี้คนที่เข้าถึงได้มีเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ ของประเทศเท่านั้น คนไทยจำนวนน้อยที่สามารถจ่ายค่าบริการ 3G ในระดับเวลานี้ เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ Edge หรือ GPRS และยังมี Hi-speed ตามบ้านที่ราคาถูกกว่า

อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งเข้าใจถึงต้นทุนของผู้ให้บริการ 3G จึงต้องตั้งราคาให้สูง ที่สำคัญหากราคาถูกมากเกิดผลกระทบกับคุณภาพ 3G อย่าง แน่นอน ยกตัวอย่างกรณีศึกษาในประเทศอินโดนีเซีย ราคาแอร์ไทม์ 3Gต่อเดือนของเขาต่ำมาก คือประมาณ 300 บาท แต่กลับพบว่าความเร็ว 3G ไม่ต่างจากอินเทอร์เน็ต 56k โดยเป็นบทเรียนให้บ้านเราเห็นแล้วว่าหากทำราคาให้ต่ำเกิน ไปคุณภาพจะลดลงตาม เพราะ 3G เป็นการเชื่อมต่อในฝัน ของทุกคนด้วยความที่เป็นเทคโนโลยีไร้สายความเร็วสูง หากเมื่อใดที่ไม่มีอุปสรรคในเรื่องของราคา ทุกคนก็จะเข้าหาเทคโนโลยี 3G พร้อมกัน แต่เป็นธรรมชาติของโลกว่าสิ่งไหนที่สมบูรณ์แบบหรือดีมากๆ มักจะมีข้อจำกัดผมมองว่า 3G สามารถโตได้ในระดับ หนึ่งจนกว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาทดแทน

* ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับค่าแอร์ไทม์ ให้ราคาถูกลง

ภาครัฐต้องทำไปพร้อมๆ กันระหว่างอินเทอร์เน็ตแบบมีสายและไร้สาย ไม่มีทางที่จะหยุดสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ หากเรามองว่า 3G จะไปทดแทนอินเทอร์เน็ตหลักหรือแบบมีสาย เท่ากับดำเนินโครงการผิดวัตถุประสงค์ เพราะต้องทำให้คนจำนวน 80% ที่ต้องใช้แบบมีสาย เนื่องจากสามารถที่จะควบคุมคุณภาพการขยายโครงข่ายอย่างไม่มีข้อจำกัดสิ่งที่ เป็นข้อจำกัดคือความถี่ โดยต้องให้อีก 20% อยู่กับ โครงข่ายไร้สาย จึงจะเกิดสิ่งที่พอดีและพอเพียงกับทรัพยากรโครงข่ายที่ประเทศของเรามี

หากภาครัฐดำเนินนโยบายผิดวิธีเทคโนโลยี 3G ก็จะเจอทางตันกับความแออัดบนอากาศ แบบเดียวกับประเทศอินโดนีเซียเกิดขึ้น การไปมุ่งเน้นไร้สายหรือ 3G ทำให้คุณภาพอินเทอร์เน็ตย่ำแย่ ซึ่งเวลานั้นหาทางแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว วิธีถูกต้องคือกลับไปขยายเครือข่ายแบบมีสายอยู่ดี เวลานี้เรามีบรอดแบนด์ผ่านสายโทรศัพท์บ้านคุณภาพการใช้งานค่อนข้างดี 3G จึงมีบทบาทเข้ามาเป็นส่วนเสริมในพื้นที่ห่างไกลซึ่งสายยัง เข้าไปไม่ถึง  แต่ ณ จุดนั้นก็ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานหลักด้วย จึงอยากให้เทคโนโลยีไร้สายและแบบมีสายเป็นส่วนที่เข้ามาเสริมกันมากกว่าที่ จะแข่งขันกันเอง รัฐบาลควรกำหนดสิทธิประโยชน์เอาไว้ให้ผู้ลงทุนแบบมีสายทำโดยครอบคลุมที่สุด และถ้ามีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ธุรกรรมบนโลกออนไลน์ก็จะโตและส่งเสริมระบบเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นด้วย

* ข้อดีของ LTE (Long Term Evolution) ที่เป็น Generation ต่อไปของ 3G

ยุคของ LTE จะทำ ให้ความแออัดของช่องทางการสื่อสารของข้อมูลลดน้อยลง สามารถรองรับผู้ใช้งานบนคลื่นความถี่เดียวกันได้มากขึ้น โดยรองรับผู้ใช้ในระดับ 100 MB กระตุ้นให้มีผู้บริโภคเข้ามาสู่บริการไร้สายแบบ Mobile Broadband จำนวนสูงขึ้น อีกทั้งรองรับผู้ใช้ในปริมาณมากกว่า 3G ตลอดจน LTE มีความเร็วเฉลี่ยในระดับสูงขึ้นอีก

ผมเองมีหลักการส่วนตัวในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอยู่ว่า คนจะเลือกใช้  FTTH (Fiber To The Home) เป็นอันดับแรก  สอง ADSL และ สามคือ Wi-Fi หากพื้นที่นั้นไม่มี  FTTH ไม่มีเอดีเอสแอลหรือไว-ไฟ ผู้ใช้จึงจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับเครือข่าย 3G ทั้ง หมดนี้เป็นเรื่องของประสิทธิภาพกับราคา สามจีจะเหมือนเป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่ถ้าจำเป็นจริงๆ คนถึงจะใช้ เช่น อยู่นอกบ้าน ไปทำงาน หรือ ทำธุรกิจข้างนอกบ้าน เป็นต้น เรียกว่าเป็นเรื่องของ anywhere แต่ถ้ามี Wi-Fi  ผู้ใช้จะเลือกเป็นอันดับแรก เพราะหลังจากนี้ Wi-Fi  สามารถอัพความ เร็วสูงกว่า 3G ได้ที่สูงสุด 20 MB

* กรณีที่เอไอเอสขอโรมมิ่งกับทีโอทีแต่ยังไม่มี บทสรุป ท่านคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร

ผมมองว่าเวลานี้เอไอเอสอยู่ในฐานะเสือลำบาก เพราะไม่มีรูปแบบที่จะทดสอบ 3G เหมือนกับทรูหรือดีแทค เนื่องจากโครงข่ายที่เอไอเอสลงทุนไปเป็นย่านความถี่แบบ in-band เครื่องลูกข่ายไม่สามารถใช้งานได้ จำเป็นต้องมีเครื่องพิเศษ เพราะถึงแม้เอไอเอสจะติดตั้งไปหลายพันโหนดก็ไม่สามารถที่จะให้บริการได้ อย่างเต็มที่ แตกต่างกับทรูมูฟและดีแทคที่เครื่องลูกข่ายทั่วไปแทบจะทุกยี่ห้อสามารถจะใช้ งานได้ทันที ด้วยบริการ 3G ในย่านความถี่ 850 MHz  ทั้งนี้ เอไอเอสยังไม่ได้ลงทุนในส่วนที่จะรองรับ 3G ลักษณะ ดังกล่าว จึงต้องไปขอความร่วมมือกับทีโอทีในการโรมมิ่ง การชิงไหวพริบนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่หากมองในแง่ของผู้บริโภคแล้ว ไม่ว่าใครจะได้สัมปทานหรือเป็นอย่างไรต่อไป หากเอไอเอสได้บริการ 3G จะเกิดการพลิกผันทางการตลาดพอสมควร เนื่องจากเอไอเอสมีฐานลูกค้าอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ถ้าหากไม่เป็นไปตามที่เอไอเอสมีความต้องการผลประโยชน์จะตกที่ mvno ของทีโอทีเต็มๆ แต่หากเอไอเอสได้โรมมิ่งแล้วในทางกลับกัน mvno น่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอน

ผู้ใช้บริการคงไม่สนใจว่า mvno จะหน้าตาเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าหลายคนอยากให้เอไอเอสได้เข้ามาทำตลาด หรือแม้กระทั่งดีแทคและทรูมูฟเช่นเดียวกัน เนื่องด้วยโอเปอเรเตอร์ทั้งหมดจะทำให้เราได้เข้าถึง 3G อย่างเร็วที่สุด ง่ายที่สุดและสะดวกที่สุด เมื่อเกิดการแข่งขันมากขึ้น คุณภาพของ 3G จะดีขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งราคาแอร์ไทม์จะถูกลง

* เกี่ยวกับ www.adslthailand.com

ผมเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์นี้ขึ้นมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มทำงานแรกๆ เป็นคอมมูนิตี้สำหรับผู้ใช้บรอดแบนด์ ทั้งเอดีเอสแอล ไว-ไฟ 3G เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงการใช้งาน การตั้งค่าอุปกรณ์ต่างๆ หรือการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต เราเป็นผู้ติดตั้งระบบทดสอบความเร็วเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่สามารถทดสอบ ไปทั่วโลก โดยใช้เซิร์ฟเวอร์ของเราเอง ลงทุนไปปีละประมาณ 2 ล้านบาท ในการทำบริการตรงนี้ เราเป็น test speed server ที่มีคนเข้ามาทดสอบมากที่สุด  และนอกจากเข้ามาทดสอบความเร็วแล้วยังมีการรายงานปัญหาต่างๆ ของผู้ให้บริการเองที่คอยมอนิเตอร์เว็บฯ นี้ตลอดว่ายูสเซอร์รายใดมีปัญหา ส่งผลให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพ เราถือว่าเรามีศักยภาพมากในการเป็นชุมชนของผู้ใช้เกี่ยวกับบรอดแบนด์  ถือ เป็นเว็บอันดับหนึ่งของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในเมืองไทย เรามียอดผู้เข้าชมเว็บฯ ประมาณ 6 หมื่นคนต่อวัน ถือว่าประสบความสำเร็จเช่นกันในส่วนนี้

Skype เปิดตัวบริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตบนหน้าจอทีวี

http://img.spacethai.net/images/5530000001.jpg

Skype ผู้ให้บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตพยายามผลักตัวเองออกจากหน้าจอ คอมพิวเตอร์ มาสู่โทรศัพท์บ้าน และโทรศัพท์มือถือ ล่าสุดเทคโนโลยีโทรศัพท์ผ่านเน็ตทั้งในรูปแบบวิดีโอและเสียงของสไกป์กำลัง ถูกแนบมาในชุดโทรทัศน์ความละเอียดสูงหรือ high-definition TV (HDTV) ที่สามารถต่ออินเทอร์เน็ตได้

สไกป์ออกแถลงการณ์เมื่อวันอังคารที่ 5 มกราคม 2010 ที่ผ่านมาว่า บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตของสไกป์นั้นจะปรากฏโฉมในเอชดีทีวีหลายรุ่น ของพานาโซนิก (Panasonic) ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี VIERA CAST สำหรับรับสัญญาณสตรีมมิงข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ผู้ใช้สามารถชมวิดีโอ ออนดีมานด์จากอินเทอร์เน็ตได้

นอกจากพานาโซนิก บริการของสไกป์ยังจะปรากฏในแอลซีดีและพลาสม่าความละเอียดสูงรุ่นใหม่ๆของแอล จี (LG) ด้วย ซึ่งเป็นรุ่นที่มีเทคโนโลยี NetCast Entertainment Access สำหรับชมวีดีโอออนไลน์เช่นกัน โดยเอชดีทีวีทั้งหมดคาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายได้ในกลางปีนี้

http://img.spacethai.net/images/indextvv1.jpgแอล จีและพานาโซนิกจะจำหน่ายทีวีพร้อมกับชุดเว็บแคมหรือกล้องถ่ายวิดีโอขนาดจิ๋ว ความละเอียดสูงที่สามารถให้ภาพความละเอียด 720p ตามมาตรฐานเอชดี นี่เองคืออุปกรณ์สำคัญที่ผู้ใช้จะสามารถทำ”วิดีโอคอล”หรือการโทรศัพท์ผ่าน อินเทอร์เน็ตแบบเห็นหน้าตาได้บนทีวี

สไกป์นั้นเคยเป็นบริษัทในเครืออีเบย์ (eBay) ก่อนจะถูกขายให้กับกลุ่มนักลงทุนในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บริการของสไกป์คือการเปิดช่องให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถโทรศัพท์ถึงกันจาก หน้าคอมพิวเตอร์ได้ฟรีจากทุกมุมโลก แต่จะคิดค่าบริการเพียงเล็กน้อยกับสมาชิกที่โทรศัพท์ไปยังเครื่องโทรศัพท์ มือถือหรือโทรศัพท์บ้าน บริการของสไกป์ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลกเนื่องจากความคุ้มค่าในการโทรข้าม ประเทศ ซึ่งผู้ใช้จะไม่ต้องเสียค่าโรมมิ่งราคาแพงอย่างที่เคยในอดีต

สไกป์ระบุว่า ผู้ใช้สไกป์บนคอมพิวเตอร์จะสามารถทำวิดีโอคอลได้บนภาพความละเอียดสูง 720p ในเร็ววันนี้ โดยการทำวิดีโอคอลความละเอียดสูงนั้นจะเกิดขึ้นได้บนอินเทอร์เน็ตความเร็ว สูงเท่านั้น ต้องมีเว็บแคมความละเอียดสูง พร้อมหน่วยประมวลผลความเร็วรอบไม่ต่ำกว่า 1.8 GHz และต้องมีซอฟต์แวร์สไกป์เวอร์ชัน Skype 4.2 ซึ่งขณะนี้ยังเป็นเวอร์ชันทดลองหรือ Beta สำหรับระบบปฏิบัติการวินโดวส์เท่านั้น โดยสไกป์ยังไม่เปิดเผยกำหนดการคลอดเวอร์ชันสำหรับแมคอินทอชในขณะนี้

สไกป์ระบุว่า ผู้ผลิตเว็บแคมรายอื่นๆในตลาดเช่น faceVision และ In Store Solutions ต่างกำลังจะเปิดตัวเว็บแคมความละเอียด 720p ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งจะส่งเสริมให้การทำวิดีโอคอลความละเอียดสูงแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

http://img.spacethai.net/images/553000zjz.jpghttp://img.spacethai.net/images/553000vsv.jpg

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Wi-Fi กับ WiMAX

http://img.spacethai.net/images/00173lglte.jpg

หลายคนสับสนระหว่าง WiMAX กับ Wi-Fi ทั้งคู่มีตัวย่อตัวอักษรแรกเหมือนกันคือ Wi และใช้มาตรฐาน IEEE บนสถาปัตยกรรม “802.” เหมือนกัน มีความเกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อเครือข่ายและอินเตอร์เน็ตเหมือนกัน อย่างไรก็ตามมาตรฐานทั้งสองมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยและความต้องการในการใช้งาน.

http://img.spacethai.net/images/00173evolu.jpg

WiMAX เป็นคลื่นสัญญาณที่ได้รับสัมปทานในการเชื่อมต่อแบบ point-to-point กับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ISP ไปยังลูกค้า end user โดยใช้มาตรฐาน 802.16 กับการเชื่อมต่อจากอุปกรณืแบบพกพา เช่นโทรศัพท์ไร้สาย
Wi-Fi เป็นคลื่นที่ไม่ได้รับสัมปทานในการเชื่อมต่อเครือข่าย นั้นหมายความว่า มีแค่สัญญาณครอบคลุม กับรหัสผ่านก็สามารถเข้าใช้งานได้แล้ว
WiMAX และ Wi-Fi มีการกำหนดความต้องการในการใช้บริการ Quality of Service (QoS) โดย WiMAX จะใช้กลไกในการเชื่อมต่อระหว่างสถานีฐานกับอุปกรณืของผู้ใช้ โดยในแต่ละการเชื่อมต่อจะมีการกำหนดค่าอัลกอรึทึ่ม ส่วน Wi-Fi ใช้ QoS ในการกำหนดค่าการเชื่อมต่อ Ethernet กำหนดการไหลของแพ็คเก็จข้อมูล เช่นการใช้งานโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ต VoIP ผ่านเว็บเบราเซอร์

คลื่นความถี่ในการให้บริการจะมีมาตรฐาน 2.3GHZ, 2.5GHz และ 3.5MHz แต่สำหรับในประเทศไทย ขั้นแรกทาง กทช ได้อนุมัติและทดสอบการให้บริการภายใต้คลื่นความถี่ 2.3GHz และ 2.4GHz ส่วน 2.5GHz ขึ้นไปยังมีสัญญาณรบกวนอยู่ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาต่อไป สำหรับรัศมีในการให้บริการจะอยู่ที่ 50 กิโลเมตรโดยประมาณ

http://img.spacethai.net/images/00173image.jpg

เอาเป็นว่า ใครที่ใช้ Wi-Fi อยู่ หลายๆ คนคงจะหาเสาเพื่อช่วยเพิ่มรัศมีในการรับสัญญาณ Wireless เพื่อรู้ถึงขีดความสามารถที่มีความสามารถในการส่งสัญญาณแค่ 30 เมตร จะดีแค่ไหนหากว่า WiMAX ตอบสนองในการใช้งานที่ครอบคลุมกว่า และกว้างไกลกว่า (50 กิโลเมตร) ไม่ต้องเดินเข้าร้านกาแฟหรืออยู่ในห้างที่จำกัดบริเวณ ก็สามารถใช้งานได้ทุกที่ที่มีสัญญาณ WiMAX ครอบคลุม

คุณสมบัติมาตรฐาน IEEE 802.16

  • รัศมีการกระจายสัญญาณ – 30 ไมล์ (50 กิโลเมตร) จากสถานีฐาน
  • ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูล – 70 เม็กกะบิตต่อวินาที (ปกติเราใช้ Wi-Fi กันแค่ 1 – 2 เม็กกะบิตต่อวินาทีเท่านั้นเอง)
  • ไม่จำเป็นต้องใช้ Line-of-sight ระหว่างผู้ใช้กับสถานีฐาน
  • ย่านความถี่ 2 ถึง 11 GHz และ 10 ถึง 66 GHz (คลื่นที่ได้รับสัมปทานและไม่ได้รับสัมปทาน)
  • กำหนดค่าได้ทั้ง MAC และ PHY รวมไปถึงสนับสนุน PHY-layer

ข้อมูลจาก i3.in.th

29 ตุลาคม ปี 2009 ครบรอบ 40 ปีของ “อินเทอร์เน็ต”

http://img.spacethai.net/images/mnewsigqg.jpgคณะผู้ให้กำเนิดอินเทอร์เน็ตเตรียมจัดงานฉลองครบรอบ 40 ปี ของอินเทอร์เน็ตในวันพฤหัสบดีนี้

เลียว นาร์ด เคลนร็อค และคณะที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแองเจลิส (UCLA) เผยว่า รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับแอพพลิเคชั่นใหม่ ๆ ที่มีผู้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เฟซบุ้ค ทวีตเตอร์ ยูทูบ หลังจากเขาและทีมงานทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งของยูซีแอลเอสามารถคุยกับ อีกเครื่องที่สถาบันวิจัยแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2512 ถือเป็นจุดกำเนิดของอินเทอร์เน็ต จนถึงวันนี้ถือว่าอินเทอร์เน็ตสู่วัยรุ่นแล้วและยังต้องเติบโตอีกไกล

เคลน ร็อค วัย 75 ปีเผยถึงจุดกำเนิดอินเทอร์เน็ตว่า เขาเชื่อมาโดยตลอดว่าคอมพิวเตอร์ถูกออกแบบมาให้คุยกันเพื่อสร้างเครือข่าย และควรใช้งานง่ายเหมือนโทรศัพท์ หัวใจสำคัญของการทำให้คอมพิวเตอร์แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้คือการจัดแบ่งข้อ มูลดิจิตัลให้เป็นกลุ่มข้อมูลในเรื่องเดียวกันที่ผู้ใช้สามารถเรียกดูได้ ทันที เขาเสนอแนวคิดนี้ในวิทยานิพนธ์ปี 2505 แล้วนำเสนอบริษัทใหญ่หลายแห่งรวมทั้งเอทีแอนด์ทีแต่ไม่มีใครสนใจ เขาและทีมงานทดลองส่งข้อความแรกไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องที่อยู่คนละสถาน ที่ ตั้งใจพิมพ์คำว่า “LOG” แต่ส่งได้เพียงคำว่า “Lo” จากนั้นมีมหาวิทยาลัยอีก 2 แห่งมาร่วมเป็นเครือข่าย ตามด้วยการได้รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานโครงการวิจัยก้าวหน้าสหรัฐ จนกระทั่งมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาตินำซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาร่วมในเครือข่าย ช่วงปลายคริสตทศวรรษหลังปี 1980 เป็นการเปิดชุมชนออนไลน์ไปสู่แวดวงวิทยาศาสตร์

อินเทอร์เน็ตเริ่มเป็น ที่สนใจของสาธารณะเพราะทำให้เกิดการรับส่งข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ (E-mail) และจุดกระแสธุรกิจดอทคอมให้เฟื่องฟูก่อนฟองสบู่แตกในปลายศตวรรษ เคลนร็อค ระบุว่า ด้านมืดของอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นเมื่อมีการปล่อยซอฟต์แวร์เจาะระบบตัวแรกในปี 2531 ตามด้วยการส่งอีเมล์ขยะชิ้นแรกเมื่อปี 2537 เขาและทีมต้องส่งระดมส่งอีเมล์กลับไปจนเครื่องของผู้ส่งอีเมล์ขยะล่ม ผู้ให้กำเนิดอินเทอร์เน็ตคาดว่า อีกไม่นานอินเทอร์เน็ตจะปรากฏอยู่ทุกหนแห่งในการดำเนินชีวิตประจำวัน

อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) จากการเกิดเครือข่าย ARPANET (Advanced Research Projects Agency NETwork) ซึ่งเป็นเครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูงของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์หลักของการสร้างเครือข่ายคือ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อ และมีปฏิสัมพันธ์กันได้ เครือข่าย ARPANET ถือเป็นเครือข่ายเริ่มแรก ซึ่งต่อมาได้ถูกพัฒนาให้เป็นเครือข่าย อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

Android 1.6 code name Donut ออกแล้ว

http://img.spacethai.net/images/logoandroi.gif

http://img.spacethai.net/images/donut.pngAndroid หรือระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ไร้สายเช่นโทรศัพท์มือถือ ซึ่ง Google เป็นผู้ให้กำเนิดและวางแนวทางการพัฒนาให้เป็นแบบโอเพนซอร์สเพื่อให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลังจากไม่กี่เดือนืที่ผ่านมาได้มีการออกเวอร์ชัน ที่มี Code name ว่า Cupcake ตอนนี้ก็มีการพัฒนาต่อ เป็น Android 1.6 code name “Donut”

สำหรับเวอร์ชั่นใหม่นี้เป็นการปรับปรุงตามแผนปรกติ มีฟีเจอร์หลักๆ ที่เพิ่มขึ้นคือ

  • รองรับหน้าจอได้หลายขนาดขึ้น อันนี้ชัดเจนเพราะ Android เองกำลังบุกตลาดเน็ตบุ๊กค่อนข้างแน่
  • ถ่ายวีดีโอได้ในตัว
  • แสดงการใช้พลังงานของซอฟต์แวร์แต่ละตัว อันนี้เจ๋งมาก แจกแจงทีละโปรแกรมว่าใช้พลังงานเป็นสัดส่วนเท่าใหร่ของเครื่อง
  • รองรับ VPN ในตัว เข้าใจว่าทำมาเพื่อเอาใจลูกค้า enterprise
  • ระบบค้นหาใหม่ ทำให้ซอฟต์แวร์อื่นๆ สามารถส่งข้อมูลเข้าไปในผลการค้นหาได้

และเราอาจได้เห็นอุปกรณ์ที่ใช้ Android 1.6 Code name “Donut” ราวๆเดือนตุลาคมนี้

ข่าวนี้ถึงแม้ไม่เกี่ยวกับ WiMAX โดยตรง แต่ก็มีโอกาศเป็นไปได้ว่าเมื่อมีการวางมาตราฐานโทรศัพท์มือถือบนโครงข่าย WiMAX ที่เป็นรูปเป็นร่างมากกว่านี้ อนาคต Android ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับระบบปฏิบัติการโทรศัพทืมือถือบนโครงข่าย WiMAX ก็เป้นได้

VDO ด้านล่างคือ VDO เปิดตัว Android 1.6 code name Donut จากทาง Google